ในที่สุดพระเจ้าก็เปิดประตูสวรรค์ให้เราจนได้....หลังจากที่บ่น ๆ พ่น ๆ ตัวหนังสือมาให้ชาวโลกไซเบอร์อ่านมาเป็นระยะเวลาประมาณนึง ในวงแคบ ๆ ของเราเอง
คุณว่าไม๊ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะโคจรมารู้จักกันไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามแต่ โลกนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ถ้าเทียบกับตัวเราจะมีขนาดเท่าแลคโตบาซิลลัสได้หรือเปล่ายังไม่รู้ได้เลย ไม่ได้เป็นนางงามที่จะบอกให้ทุกคนรักกัน มีสันติภาพหรอกนะ แต่ชีวิตเรามันไม่ยาวนักหรอก เพราะฉะนั้น มีโอกาสได้เจอกัน ก็รักษาสัมพันธภาพนั้นไว้ ดีกว่ารั้วบ้านติดกันแต่ต้องไปฟ้องศาลโลกให้มาตัดสินเวลามีเรื่อง!!
คุณว่าไม๊ ? (ทำหน้าสงสัยหน่อยสิ ) ว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก เพิ่งฉลองปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ แฮปปี้เบิ๊ดเดย์ทู้ยู มาก็ปาไปเดือน 7 ซะแล้ว ..เฮ้ย ยังไม่ได้ทำอะไรที่ตั้งใจไว้ตอนต้นปีเลย ว่าปีนี้ หนูจะทำนม เอ๊ยทำนั่น ทำนี่ 1-2-3-4 ...ไปจนเป็นสิบ ๆ ข้อ สงสัยต้องยกยอดคงเหลือไปปีหน้า (อีกแล้ว)
มีคำถามว่า เรา หรือ คุณ มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นกี่คนในปีนี้ ? เราไม่ได้นับที่ปริมาณ แต่เราจะวัดที่คุณภาพ และไอ้คุณภาพนี่น่ะ มันก็ต้องใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือชั่งตวงวัด ที่ไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้หรือใครจะแย้งว่าใช้อย่างอื่นวัดก็ไม่ขอเถียง แต่เราเน้นเฉพาะคนที่เรียกว่า “เพื่อน” นะคุณ ไม่ใช่แค่คนรู้จัก อนุญาตให้ตอบในใจได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
โอกาสที่เราจะได้ไปเจอะ ไปเจอเรื่องใหม่ คนใหม่ มันก็อาจจะมาพร้อมกับการย่างเท้าออกจากที่เดิม ๆ ไปเสาะแสวงหาอย่างที่หัวใจลึก ๆ มันเรียกร้องโหยหา บ้างทำได้ บ้างทำไม่ได้ อย่างปีนี้เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวนอกอาณาเขตประเทศไทยคนเดียว แต่ก็ได้ไปถึงแม้จะเป็นเพื่อนบ้านของเราก็เอาเหอะ ได้มีเพื่อนใหม่เป็นชาวต่างชาติ ได้ใช้ชีวิตช้า ๆ เนิบ ๆ ตามวิถีชีวิตของบ้านเมืองนั้น ๆ แล้วจะต้องวิ่งไปทำไม เดินมั่งก็ได้นี่นา ช้าหน่อยแต่ก็ถึงเหมือนกัน จะได้มีโอกาสเห็นสองข้างทางที่เราเดินผ่าน ว่ามันมีอะไรแตกต่างจากที่เราคิดไว้หรือเปล่า ได้พิสูจน์ว่าการเดินทางคนเดียวไม่ได้เหงาเปล่าเปลี่ยวและน่ากลัวแต่อย่างใด หากเรารู้จักที่จะอยู่และที่จะไปดีพอ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า หากเราจะมีเพื่อนร่วมทางบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายและเสียหาย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ การแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิตแก่กันและกันก็หาได้ทำให้อรรถรสในการเดินทางลดน้อยถอยลงไปซะที่ไหน จริงไม๊?
“การเดินทาง” กลายเป็นยาเสพติดประจำตัวเราหลังจากได้เสพไปแล้วเกิดสุข มันไม่ได้ทำให้ติดถึงขั้นงอมแงม ลงแดง แต่เป็นอาการที่ซึมซาบฝังลึกลงไปในฮีโมโกบิล (มั่วได้อีก) อาการมันจะเริ่มที่การมองปฏิทิน เห็นตัวเลขแดงๆ เรียงติดกันแล้วสมองจะสั่งงานให้หลั่งสารอะไรซักอย่างเรียกร้องออกมาดัง ๆ ว่า ต้องไปที่ไหนซักที่ จะต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า จองตั๋วหรือไปหาเอาดาบหน้า แต่ไม่ขอเฝ้าบ้านนอนมองเพดาน หรือจ้องทีวีมองดูคนอื่นมาเป็นเนวิเกเตอร์ แบบหน้าไม่ได้สัมผัสลม ผมไม่ได้สยายมันจะมีอรรถรสอะไร
เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินทาง สำหรับเราก็คือ ในขณะที่เรายัง “แข็งแรง” คุณว่าไม๊
เรื่องแก่นเฮี้ยวเปรี้ยวซ่ายังมีอีกเยอะ ไว้จะมาเล่าให้ฟัง
บรรยากาศดีมาก