ทัวร์อินเดีย เลห์ ลาดักห์ 2566/2023 เที่ยวอินเดีย

ค้นหาโปรแกรมทัวร์

DE585 : โปรแกรมทัวร์อินเดีย เลห์ ลาดักห์ 8 วัน 6 คืน (9W)

DE585 : โปรแกรมทัวร์อินเดีย เลห์ ลาดักห์ 8 วัน 6 คืน (9W)
JET AIRWAYS (9W)

HOLIDAY LADAKH HOTEL
SAND DUNE GUEST HOUSE
THE MUSE SAROVAR PORTICO

 

รายละเอียดการเดินทาง

​วันที่ 1กรุงเทพฯ - เดลี
17.00 น. 

คณะเดินทางพร้อมกันที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 6 – 7   แถว P  เคาน์เตอร์ สายการบิน JET AIRWAYS   

พิเศษ!! บริการอาหารว่างขนมปังแสนอร่อยจากร้านดังย่านนวมินทร์ + น้ำดื่ม 1 ขวดเล็กค่ะ (แนะนำให้โหลดของที่ไม่จำเป็นลงใต้ท้องเครื่อง เพราะเจ้าหน้าที่อินเดียตรวจค่อนข้างละเอียด เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แนะนำให้ถือเฉพาะกระเป๋าถือและของมีค่าขึ้นเครื่องเท่านั้นบนเครื่องมีบริการอาหารค่ะ)

20.10 น. ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบิน JET AIRWAYS  เที่ยวบินที่ 9W 63
23.15  น. ถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระเรียบร้อย 
วันที่ 2เมืองเดลี - เมืองเลห์
05.40 น. เดินทางสู่ เมืองเลห์ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่ง เมืองลาดัคห์ เมืองท่องเที่ยวสำคัญใน แคว้นจัมมูแคชเมียร์ โดยสายการบิน    JET AIRWAYS  เที่ยวบินที่ 9W 2368  
07.05 น.

ถึง สนามบินเมืองเลห์ เป็นเมืองที่สูง 3,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ตัวเมืองมีวัฒนธรรมของชาวธิเบตให้ได้สัมผัสเปรียบเสมือนท่านกำลังอยู่ในประเทศธิเบต 

เดินทางสู่ที่พักเพื่อพักผ่อนและปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับภูมิอากาศเสียก่อน แล้วช่วงบ่ายค่อยเริ่มเที่ยวกันค่ะ

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม 
บ่าย 

ชม พระราชวังเลห์ สร้างขึ้นใน  ค.ศ. 1630 โดยกษัตริย์เซงเจ นัมเยล ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางเมืองเลห์ สูง  9 ชั้น มีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับพระราชวังโปตาลาในธิเบต เดินชมความงดงามเมืองเลห์  

ชม เจดีย์สันติภาพ สร้างโดยพระลามะชาวญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1985 เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการระลึกถึง พระพุทธศาสนาอายุครบ 2500 ปี และเป็นจุดชมวิวตัวเมืองเลห์ และพระราชวังเลห์ได้อย่างสวยงาม 

ชม วัดเซโม เป็นวัดที่สร้างใน ค.ศ. 1430 โดยกษัตริย์ ตาชิ นัมเยล  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสูงขนาดใหญ่สูงประมาณตึก 3 ชั้น และพระคัมภีร์เก่าแก่ เหนือตัววัดเป็นป้อมปราการเมืองเก่า และสามารถชมวิวเมืองเลห์ได้งดงาม

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม 
พักที่ HOLIDAY LADAKH HOTEL ระดับ 4 ดาว พื้นเมืองค่ะสะอาดปลอดภัย หรือใกล้เคียง
วันที่ 3เมืองเลห์ -  วัดลามะยูรู - หมู่บ้านอัลชิ - เมืองเลห์
เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม 

ในระหว่างทางจะพาท่านแวะจอดถ่ายรูป ที่ จุดชมวิวซางกัม  เป็นจุดที่แม่น้ำสองสายบรรจบกัน โดยแม่น้ำสินธุ  สายหลักมีสีใสกว่า ในขณะที่แม่น้ำซันสการ์ มีสีโคลนขุ่นสีน้ำตาล ก่อนที่จะไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวต่อไปเป็นแม่น้ำสินธุ ที่เมืองนิมู MAGNETIC HILL  ที่ซึ่งแปลความได้ว่าบริเวณนี้มีเขาที่มีแรงแม่เหล็กอย่างแรงกล้าสามารถดึงดูดรถที่จอดนิ่งให้แล่นขึ้นเขาไปได้ 

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เป็นอารยธรรมในยุคสำริด (ประมาณ 2500 - 1900 ก่อนคริสตกาล) ถือกำเนิดขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดียและปากีสถานในปัจจุบัน ถือเป็นอารยธรรมยุคแรกๆของโลก ซึ่งนักโบราณคดีเรียกว่ายุคฮารัปปัน วัฒนธรรมเก่าสุดเริ่มจากเมืองอัมรี (Amri) บริเวณปากแม่น้ำสินธุ อายุ 4,000 B.C. พบเครื่องปั้นดินเผาระบายสี คล้ายของเมโสโปเตเมียเมืองฮารับปา และโมเหนโจ –ดาโร อายุ 2,600 – 1,900 B.C.เมืองชุคาร์ และจันหุดาโร อายุ 1,000 – 500 B.C. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ มีเมืองสำคัญที่ได้รับการขุดค้นแล้ว 2 แห่ง คือ เมืองฮารับปา และโมเหนโจ – ดาโร ทั้งสองเมืองมีอารยธรรมที่เหมือนกันทุกประการ แม้ห่างกัน 350 ไมล์(600 กิโลเมตร) จัดเป็นสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อินเดีย เพราะพบจารึกจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออกอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุถูกโจมตีอย่างรุนแรง พบโครงกระดูกถูกฆ่าตายจำนวนมาก หรืออาจล่มสลายเพราะภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือโรคระบาด หรือเพราะความมั่งคั่งชาวอารยันผู้รุกราน ค่อยๆแพร่จากภาคเหนือไปทางตะวันออก และลงไปทางใต้อย่างช้าๆ ลงไปยังดินแดนคาบสมุทรเดคข่าน (ซึ่งยังเป็นวัฒนธรรมหินใหม่อยู่) นำเอาทองแดง และเหล็กไปเผยแพร่ ทางใต้จึงเปลี่ยนจากหินใหม่เป็นโลหะทันทีเมื่ออารยันตั้งหลักแหล่งในประเทศอินเดียแล้ว จึงเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์อินเดียอย่างแท้จริง

เที่ยง เดินทางถึง ลามายูรู รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมือง เนื่องด้วยห่างไกลจากตัวเมืองดังนั้นอาหารเป็นแบบพื้นเมือง
บ่าย 

หลังทานอาหารเสร็จก็เที่ยวชม วัดลามะยูรู ตั้งอยู่บนยอดเขาหินทรายของภูมิประเทศแบบพื้นผิวดวงจันทร์  ลามะยูรูจึงเป็นสถานที่แปลกแยก แปลกตา และลึกที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในหลังคาโลกนี้ 

วัดลามะยูรู มีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมปา (ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระอรหันต์นิมากุง จารึกผ่านมาถึงที่นี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบอยู่ท่านทำนายว่าจะมีวัดมาเจริญศาสนา ณ สถานที่นี้ท่านจึงได้ตั้งเสาธงมนตราไว้เป็นหมุดหมายสำคัญพร้อมกับแผ่กุศลทานด้วยการโปรยเมล็ดข้าวโพดแด่ดวงวิญญาณของนาคที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ต่อมาเมล็ดข้าวโพดกลับงอกงามขึ้นเป็นรูปเครื่องหมาย สวัสติกะ จากนั้นเมื่อท่านริมโปเช ซังโป ( Rinchen-zang-po ) พาลามะจากอาณาจักรกูเก ( Guge Kingdom ) ของทิเบตตะวันตก มาสร้างวัดตามคำทำนาย จึงตั้งชื่อ วัดในนาม ยุงตรุง ซึ่งในภาษาทิเบตหมายถึง สวัสติกานั้นเอง และยังเชื่อกันอีกว่า ช่วงหนึ่งท่านมหาสิทธานาโรปะได้เคยมาบำเพ็ญศีลอยู่ที่นี้ด้วย ภายในเขตสังฆดินแดนของลามะยูรู เมื่อแรกสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความเก่าแก่ของอารามที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ผนังวัดที่ก่อด้วยอิฐโคลนตากแห้ง ผนังฉาบโคลน พื้นดินเหนียว มีเสาเป็นไม้ทาสีแดงประดับลวดลายแกะสลักวิจิตร  เรือนหลังคามีเพียงคานไม้รับน้ำหนักกระเบื้องไว้  เหล่านี้แม้ผ่านเวลามาเนิ่นนาน ก็ยังดูแข็งแรง 

ออกเดินทางต่อไปยัง เมืองเลห์ ระหว่างทางเราจะแวะถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ เช่นบริเวณโลกพระจันทร์

เดินทางไปยัง หมู่บ้านอัลชิ ซึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำสินธุไปอีกฝั่งหนึ่ง อัลชิเป็นหมู่บ้านเล็กๆสงบเงียบหากไปเยือนก่อนหน้าที่ฤดูการเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดลง (ประมาณต้นเดือนสิงหาคม) ก็ยังจะเห็นทุ่งข้าวบาร์เลย์สีเหลืองทองอร่ามและลอมฟางเล็กๆเต็มท้องทุ่ง

อัลชิ เป็นหมู่บ้านของผู้คนเชื้อสายทิเบตโบราณเช่นเดียวกับชุมชนเก่าแก่ทั่วไปในเขตลาดักห์ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนน้ำจากหิมะละลายเข้าสู่พื้นที่เขตโอเอซิสอย่างพอเหมาะทำให้หุบเขาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางเกษตรมากที่สุดแห่งหนึ่งในลาดักห์ ชาวบ้านจึงไม่ว่างเว้นจากงานในสวน ในไร่ พืชพรรณที่หลากหลาย อาทิ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ผัก แอปปริคอท และแอปเปิ้ลที่มีมากและลำต้นของมันใหญ่โตจนหลายคนขนานนามให้ที่เป็น หุบเขาแอปเปิ้ล 

เที่ยวชม วัดอัลชิ เป็นวัดเดียวในแถบนี้ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนภูเขา แต่สร้างอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มในหุบเขา จึงไม่ต้องเหนื่อยเดินขึ้นเขาเหมือนวัดอื่นๆ ตามประวัติวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1020-1035 ความเก่าแก่ของวัดสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากศิลปกรรมการแกะสลักไม้ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณอันทรงคุณค่า 

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่ HOLIDAY LADAKH HOTEL ระดับ 4 ดาว พื้นเมืองค่ะสะอาดปลอดภัย หรือใกล้เคียง
วันที่ 4เลห์ - นูบราวัลเลย์ - ขี่อูฐ
เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

เดินทางสู่ หุบเขานูบรา ใช้เวลาเดินทาง 4 – 5 ชั่วโมง ระหว่างทางสัมผัสความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัมและเทือกเขาหิมาลัยที่โอบล้อมเมืองลาดัคห์ ทิวทัศน์สองข้างทางเปรียบดั่งแดนสวรรค์ไม่สามารถสรรค์หาได้จากที่ใดบนโลกนี้ ระหว่างเส้นทางได้ผ่านสัมผัสกับเส้นทางรถยนต์ที่สูงที่สุดในโลก คือ สูง 5606 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  Khardungla Pass  จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาคาราโครัมในประเทศปากีสถานได้ค่ะ

ข้อควรระวังต้องเดินช้านะค่ะ เนื่องจากว่าจะมีเรื่องของความสูงห้ามกระโดด หรือก้มหยิบของอย่างไม่ระมัดระวังเพราะจำให้ช็อคและขาดออกซิเจนกระทันหันได้ค่ะ ตรงนี้ต้องขอความร่วมมือจากทุกท่านจริงๆนะค่ะ

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมือง 
บ่าย

ออกเดินทางต่อ ไปยังหุบเขานูบรา หรือ หุบเขาแห่งดอกไม้ ทางเหนือของเมืองเลย์ ชมดอกไม้นานาพันธุ์ เช่นดอกแอปเปิ้ล สวนแอปริคอต และนกนานาชนิด เส้นทางนี้เป็นเส้นลางลัดเลาะหุบเขา ชมเส้นทางอันงดงามสองข้างทางทิวทัศน์ภูเขาสลับกับสายน้ำอันเย็นฉ่ำ 

เที่ยวชม หมู่บ้านดิสกิต เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้  และเที่ยวชม หมู่บ้านฮุนเดอร์ เป็นหมู่บ้านที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใบหนาเพราะอยู่ในหุบเขาเล็กๆขนาดกะทัดรัดเหมาะแก่การเดินเล่นไปรอบๆหมู่บ้านเส้นทาง  7 กม.  ระหว่างดิสกิตกับฮุนเดอร์ นั้นนักท่องเที่ยวบางคนอยากสัมผัสการเดินแบบ Baby Trek ก็เลือกที่จะเดินผ่านเนินทรายขาวละเอียดอันเป็นทิวทัศน์ที่แปลกตาไม่เหมือนทะเลทรายที่ไหนเพราะเมื่อมองไปจนสุดสายตาก็จะเป็นทิวเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะเป็นหมวกสีขาวเป็นฉากหลัง และมีต้นไม้ที่ชื่อว่าต้น Sea-buckthorn Berry  ลักษณะเป็นไม้พุ่มหนามผลัดใบ มีผลสีส้มเล็กๆ ขนาด 6-9 มิลิเมตร ที่ออกในฤดูร้อน นำไปใช้ประโยชน์ทั้งกินสดๆ เอาไปทำแยม ไพน์ น้ำผลไม้ เหล้า และโลชั่นบำรุงผิว และสัตว์ในทะเลทรายยังชอบผลไม้ชนิดนี้มาก และนอกจากนี้เรายังสามารถ ขี่อูฐ ท่องทะเลทราย  โดยอูฐหนึ่งตัวนั่งได้หนึ่งคน เจ้าอูฐชนิดนี้เป็นอูฐสองหนอก  ซึ่งต่างกับอูฐอียิปต์ ที่มีหนอกเดียว

ค่ำรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม 
พักที่โรงแรมพื้นเมือง  SAND DUNE GUEST HOUSE  หรือ OLTHANG HOTEL DESKIT  ที่นูบร้าวัลเลย์เป็นเมืองเล็กๆ โรงแรมอาจมีไม่มากนะเมื่อเทียบกับในเมืองเลห์ หรือใกล้เคียง
วันที่ 5นูบราวัลเลย์ เลห์ 
เช้า 

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

ชม วัดดิสกิต ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากค่ะ เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในหุบเขานูบรา ภายในประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตขนาดใหญ่มาก ถึงลานจอดรถหน้าวัด จะต้องจ่ายค่าเข้าชมคนละ 20 รูปี เสียก่อน จากนั้นเดินขึ้นบันได ผ่านกุฏิพระไปยังตัววิหาร มีห้องที่เปิดให้เข้าชม 3 ห้องด้วยกัน โดยมีพระที่เข้าเวรคอยไขกุญแจแต่ละห้องให้ ห้องโถงโล่งกว้างห้องแรกเป็นห้องสวดมนต์หรือทำวัตรของคณะสงฆ์ มีหน้าต่างตลอดแนวความยาวของห้องทำให้ดูสว่างไสวสะอาดตา ห้องถัดไปค่อนข้างเล็กและมืด เป็นห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆและรูปปั้นของพระสงฆ์องค์สำคัญ และเป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณด้วย ห้องที่สามค่อนข้างแปลกตาเพราะรูปปั้นของเทพต่างๆ ล้วนถูกคลุมพระพักตร์ด้วยผ้าไหมแพรพรรณอย่างดี ซึ่งทางวัดจะปลดผ้านี้ออกในช่วงเทศกาล Dosmoche ( ประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมของทุกปี) เท่านั้น นอกจากความอลังการภายในวัดแล้ว เมื่อมองจากบนวัดกลับลงมายังหมู่บ้านดิสกิต ไกลออกไปก็จะเห็นทัศนียภาพกว้างไกลของเทือกเขาใหญ่ แม่น้ำ หมู่ไม้สีเขียวของทิวต้นสน ต้นวิลโล่ และต้นป๊อปล่า ที่ให้ร่มเงา จากยอดเนินบนวัด มองลงมา จะเห็นทิวทัศน์หมู่บ้านดิสกิตโดยรวมทั้งหมด ไกลออกไปทางซ้ายมือคือเส้นทางไปสู่ หมู่บ้าน ฮุนเดอร์ ถ้าทัศนวิสัยดีๆจะสามารถมองเห็นเนินทราย  Sand Dunes ระหว่างทางจากดิสกิตไปฮุนเดอร์ได้ด้วย

วัดดิสกิต Diskit Gompa โดดเด่นสะดุดตาได้แต่ไกลเพราะทำเลที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา เป็นวัดเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตหุบเขานูบรานี้ สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1420 ปัจจุบันมีพระสงฆ์  120 รูป โดยมีท่านเจ้าอาวาสคือท่านลามะ นาวาง จามปา สแตนซิน  ผู้ซึ่งถือว่าได้กลับชาติมาเกิดในตำแหน่งนี้เป็นครั้งที่ 9 ก่อนตามความเชื่อของชาวลาดักห์ ส่วนตัวอารามนี้ตั้งอยู่บนเขาสูง

เที่ยงรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมือง
บ่าย  

นำท่าน เดินทางกลับเมืองเลห์ เมืองหลวงของแคว้นลาดัคห์ที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัย โดยใช้เส้นทางเดิมผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลก  ใช้เวลาเดินทาง 5 – 6 ชั่วโมง เลือกซื้อสินค้าที่ตลาดเลห์ สัมผัสน้ำจิตน้ำใจที่น่ารักของผู้คนท้องถิ่นชาวธิเบตผู้มั่นคงในศรัทธา

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่    HOLIDAY LADAKH HOTEL ระดับ 4 ดาว พื้นเมืองค่ะสะอาดปลอดภัย หรือใกล้เคียง
วันที่ 6เมืองเลห์ - ทะเลสาบพันกอง
เช้า 

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม

ออกเดินทางโดย สู่ ทะเลสาบพันกอง โดยผ่าน ชางลา เส้นทางรถยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกสูง 17,350 ฟุต แดนสวรรค์อยู่แค่เอื้อมมือ

ชม วัดธิคเซย์ สร้างในปี ค.ศ. 1430 ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนเหนือของแม่น้ำอินดัส อยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของเลห์ 18 กิโลเมตร ถือว่าเป็นวัดที่สวยที่สุดของลาดัคห์เป็นวัดของนิกายเกลุคปา ภายในประดิษฐานพระศรีอารยะเมตไตรย์

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน แบบปิกนิก ระหว่างทาง
บ่าย

ชมความงามของ ทะเลสาบพันกอง   ซึ่งมีความยาวถึง 40 ไมล์ และกว้าง 2 – 4 ไมล์ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงสุดในโลกคือ มีความสูงถึง 14,256 ฟุตจากระดับน้ำทะเล

ชม ความงามของทะเลสาบที่มีภูเขาสูงเป็นฉากหลัง  น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันที่งดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงเย็นน้ำจะมีสีน้ำเงินเข้ม  ส่วนในช่วงเช้าจะมีสีที่อ่อนกว่า และพื้นที่ 75% ของทะเลสาบอยู่ในดินแดนทิเบต อีก 25% อยู่ในเขตของประเทศอินเดีย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่เต้นท์
พักที่ เต้นท์ ที่ทะเลสาบพันกอง
วันที่ 7ทะเลสาบพันกอง  เมืองเลห์
เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่เต้นท์

ทะเลสาบพันกอง เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีพื้นที่ครอบคลุมอาณาบริเวณถึง 2 ประเทศ คือจีน (ทิเบต) 75% และอินเดีย 25% ถือว่าเป็นทะเลสาบน้ำเค็ม (Salt lake) ที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือ 4,267 ม.มีความยาว 40 ไมล์และกว้าง 2-4 ไมล์ ในวันที่ท้องฟ้าสดใส ทะเลสาบจะมีเขียวอมฟ้าหรือสีเทอร์คอยซ์โดยมีภูเขาหิมะสีขาวเป็นฉากหลังงดงามมาก ปล่อยให้ท่านได้ดื่มด่ำกับความงดงามของทะเลสาบและธรรมชาติรอบๆพร้อมกับถ่ายรูปเก็บภาพประทับใจให้เต็มที่

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่เต้นท์
บ่าย

เดินทางกลับสู่ เมืองเลห์ 

ระว่างทางแวะชม พระราชวังเชย์ สร้างโดยกษัตริย์ เดลดาล นัมเยล เมื่อต้นศตวรรษที่17 เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เป็นพระบิดาเซงเจ นัมเยล กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดงสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์แห่งลาดัคห์ ภายในมีรูปปั้นของพระศรีศากยมุณีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

ชมพิพิธภัณฑ์ สตอคพาเลส เป็นที่ประทับของราชวงศ์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1825 ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรวบรวมและสะสมของใช้เครื่องแต่งกายของราชวงศ์เช่นมงกุฎ พระภูษา รองพระบาท

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
พักที่HOLIDAY LADAKH HOTEL ระดับ 4 ดาว พื้นเมืองค่ะสะอาดปลอดภัย หรือใกล้เคียง
วันที่ 8เมืองเดลลี กรุงเทพฯ 
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม 

เดินทางสู่ สนามบินเมืองเลห์
08.20 น. ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบิน  JET AIRWAYS  เที่ยวบินที่ 9W 2367
09.45 น. เดินทางถึง เมืองเดลลี เปลี่ยนเครื่อง 
14.00 น. ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน  JET AIRWAYS  เที่ยวบินที่ 9W 66
19.45 น. ถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

เงื่อนไขในการจอง

  • ตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเส้นทาง กรุงเทพฯ-เดลลี-กรุงเทพฯ โดยสายการบิน  JET AIRWAYS  
  • ตั๋วโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดเส้นทาง เดลลี-เลห์-เดลลี โดยสายการบิน  JET AIRWAYS  ราคาตั๋วทั้ง 4 เส้นทางอยู่ประมาณ  22000 บาท เนื่องจากยังไม่มี
  • การจองตั๋วหากทำการจองตั๋วแล้วตั๋วราคาแพงกว่า 22000 บาท ทางบริษัทฯขอเก็บเพิ่มตามความเป็นจริง
  • ค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันสายการบินและภาษีน้ำมันของสายการบิน 
  • ค่าโรงแรมที่พัก ตามที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า (สองท่านต่อหนึ่งห้อง)
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามรายการระบุ
  • ค่าอาหารทุกมื้อตามรายการที่ระบุ
  • ค่ารถรับส่งและระหว่างการนำเที่ยวตามรายการระบุ
  • ค่าวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย 
  • มัคคุเทศก์ท้องถิ่นภาษาอังกฤษ และหัวหน้าทัวร์คอยดูแลตลอดการเดินทาง
  • ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท
  • ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น พนักงานขับรถ รวม USD 40 ต่อคน และหัวหน้าทัวร์ 400 บาทต่อท่าน 
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
  • ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (ถ้ามี)
  • ค่าทำเอกสารผู้ถือต่างด้าว
  • ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
  • ค่าน้ำหนักเกินพิกัด 20 กิโลกรัม ต่อท่าน
  • ค่าบริการไม่รวมภาษี 7 %  และภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3 %
  • ทางบริษัทฯ ขอเก็บเงินค่ามัดจำเป็นจำนวนเงิน 20,000.- บาท ต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน ส่วนที่เหลือชำระก่อนการ
  • เดินทางอย่างน้อย 21 วัน มิฉะนั้นทางบริษัทฯ จะขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่ามัดจำทั้งหมด
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วัน คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาลที่ต้องการันตี มัดจำกับทางสายการบินหรือกรุ๊ปที่มีการการันตีค่ามัดจำที่พัก โดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรืต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้)
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15 วัน เก็บค่าใช้จ่าย 5,000 บาท
  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-15 วัน เก็บค่าบริการทั้งหมด 100 %
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ราคา และเงื่อนไขทั้งหมดโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • บริษัทฯ มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
  • รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เนื่องจากความล่าช้าของสายการบินเหตุการณ์ทางการเมือง และภัยธรรมชาติ ฯลฯ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯโดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เดินทางเป็นสำคัญ
  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมือง ห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศเนื่องจากมีสิ่งของห้ามนำเข้าประเทศ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้องหรือความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสียหรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้ว ทางบริษัทฯ ไม่อาจคืนเงินให้ท่านได้ ไม่ว่าจำนวนทั้งหมด หรือ บางส่วน
  • รายการนี้เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องได้รับการยืนยันจากบริษัทฯ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สำรองที่นั่งบนเครื่อง และโรงแรมที่พักในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามรายการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย งดออกเอกสารเข้าเมืองให้กับชาวต่างชาติหรือ คนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะเลื่อนการเดินทางในกรณีที่มีผู้ร่วมคณะไม่ถึง 15 ท่าน
  • การไม่รับประทานอาหารบางมื้อไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้เพราะการชำระค่าทัวร์เป็นไปในลักษณะเหมาจ่าย  
  • แสกนหน้าพาสปอร์ตัวจริงแบบสี มีอายุการใช้งานคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน
  • แสกนรูปถ่ายสีขนาด 2x2 นิ้วหรือ 1.5 X 2 นิ้ว  
  • กรอกรายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มที่แนบมาให้โดยสมบูรณ์ครบถ้วน

Address

240/26 (A Tower) Ayothaya Building 16th Floor, Ratchadapisek Soi 18, Huay Kwang, BKK 10320

ทุกวัน : 09.00 - 18.00 น.

Contact Us

Hotline : 081-873-6566 

Social Network

Facebook : @DoubleEnjoyTravel
Line : @DoubleEnjoy
Instagram : @DoubleEnjoy
Youtube : Double Enjoy Travel

 

Add line DoubleEnjoy